Guideline hydration ส่วนใหญ่ที่นักวิ่งไทยอ่านมาจากงานวิจัยในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ ซึ่งทำในสภาพอากาศ 15–22°C ความชื้น 40–60% ตัวเลข sodium ที่แนะนำในงานวิจัยเหล่านั้นจึงไม่ได้ออกแบบมาสำหรับนักวิ่งที่ต้องวิ่ง Marathon ในกรุงเทพและประเทศไทย เพราะช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 34–37°C ความชื้นสัมพัทธ์ 73–82%

ข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา (Thai Meteorological Department) ระบุว่ากรุงเทพฯ และประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมที่ 36–37°C และความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ 73–82% โดยสูงสุดในช่วงมรสุมที่ 79% ช่องว่างระหว่างสภาพอากาศนี้กับ guideline ตะวันตกต่างกันกว่าที่คิดมาก และส่งผลโดยตรงต่อการแข่งขัน

ความร้อนและความชื้นเปลี่ยน Sodium Loss อย่างไร

เมื่อร่างกายต้องระบายความร้อนในอากาศร้อนชื้น กลไกหลักคือการเหงื่อออก แต่ความชื้นสูงทำให้เหงื่อระเหยได้น้อยลง ร่างกายจึงต้องผลิตเหงื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อชดเชย ผลคือ Sweat Rate สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อ sweat rate สูงขึ้น sodium ที่สูญเสียต่อชั่วโมงก็สูงขึ้นตาม

อากาศเย็นแห้ง (ยุโรป/อเมริกา)

อุณหภูมิ: 15–20°C

ความชื้น: 40–60%

Sweat Rate: 0.5–1.0 L/hr

Sodium loss: 400–900 mg/hr

Guideline: 300–600 mg sodium/hr

อากาศร้อนชื้น (ไทย)

อุณหภูมิ: 30–36°C

ความชื้น: 75–90%

Sweat Rate: 1.2–2.0 L/hr

Sodium loss: 900–2,000 mg/hr

Guideline จริงๆ: 800–1,500 mg sodium/hr

งานวิจัยอ้างอิง: Sawka, M.N., et al. (2007). ACSM Position Stand: Exercise and fluid replacement. Medicine & Science in Sports & Exercise, 39(2), 377–390. และ McCubbin, A.J., et al. (2020). Sports dietitians Australia position statement: Nutrition for exercise in hot environments. International Journal of Sport Nutrition and Exercise Metabolism, 30(1), 83–98. ยืนยันตรงกันว่าในสภาพ heat stress รุนแรง sodium loss อาจสูงถึง 2 เท่าของค่าเฉลี่ยในงานวิจัยที่ทำในอากาศเย็น

ตัวเลข 1,400 mg/hr ของกรุงเทพฯ สูงกว่า London เกือบ 3 เท่า ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณใช้แผน hydration ที่ได้จาก guideline ต่างประเทศมาตรงๆ คุณอาจขาด sodium ไปกว่า 800 mg ต่อชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว

ปัจจัย 5 ข้อที่ทำให้อากาศไทยพิเศษกว่าที่อื่น

1
ความชื้นสูงสกัดการระเหยของเหงื่อ
เมื่ออากาศอิ่มตัวด้วยความชื้น เหงื่อระเหยได้ช้าลงมาก ร่างกายต้องผลิตเหงื่อเพิ่มอีก 30–50% เพื่อให้ evaporative cooling ทำงานได้เพียงพอ
2
อุณหภูมิสูงตลอดทั้งวัน ไม่มีช่วงเย็น
ต่างจากยุโรปที่ตอนเช้าเย็นกว่า นักวิ่งไทยที่วิ่งเช้าตรู่ 05.00 น. ยังเจอ 28–30°C อุณหภูมิพื้นฐานที่สูงอยู่แล้วทำให้ร่างกายเริ่ม thermoregulate ตั้งแต่ก่อนออกวิ่ง
3
Radiant heat จากแสงแดด
ประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร รังสีดวงอาทิตย์ตกกระทบโดยตรงมากกว่า เพิ่ม heat load ให้ร่างกายนอกเหนือจากอุณหภูมิอากาศ ส่งผลให้ core temperature สูงขึ้นเร็วกว่า
4
ลมน้อยและอากาศนิ่ง
ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ อาคารและสิ่งก่อสร้างกั้นลม ทำให้ convective cooling ลดลง ร่างกายพึ่ง evaporative cooling ทางเดียว ยิ่งต้องผลิตเหงื่อมากขึ้น
5
Heat Island Effect ในเมือง
อุณหภูมิในกรุงเทพฯ สูงกว่าชานเมือง 2–4°C เพราะความร้อนสะสมจากถนนและอาคาร นักวิ่งในเมืองจึงเจอสภาพที่หนักกว่าตัวเลขอุณหภูมิอย่างเป็นทางการ

ผลกระทบต่อ Performance

Sodium ที่ร่างกายต้องการ vs ที่ได้รับจาก isotonic drink ทั่วไป (ต่อชั่วโมง ในอากาศกรุงเทพฯ)
ความต้องการจริง (กรุงเทพฯ 33°C)
~1,400 mg/hr
Isotonic drink ทั่วไป 500ml
150–250 mg/hr
Deficit ที่เหลือ
~1,150–1,250 mg/hr ขาด

Isotonic drink ทั่วไปในตลาดมี sodium เพียง 150–250 mg ต่อ 500ml เท่านั้น ขณะที่ความต้องการจริงในอากาศไทยอยู่ที่ 1,000–1,500 mg ต่อชั่วโมง สำหรับ Marathon 4 ชั่วโมง deficit สะสมได้ถึง 4,600–5,000 mg sodium ที่ร่างกายไม่ได้รับตลอดการแข่ง ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ plasma sodium ลดต่ำในระดับที่ส่งผลต่อสมรรถนะและความปลอดภัย

Wet Bulb Globe Temperature (WBGT): ตัวชี้วัดที่นักวิทยาศาสตร์ด้านกีฬาใช้วัดความเสี่ยงจากความร้อน รวมทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และรังสี กรุงเทพฯ ช่วงมีนาคม–พฤษภาคม มีค่า WBGT เฉลี่ย 28–32°C ซึ่ง World Athletics จัดอยู่ในระดับ "High Risk" และแนะนำให้มี medical support พิเศษในการแข่งขัน

Practical Protocol: Sodium สำหรับนักวิ่งไทย

ตัวเลขต่อไปนี้ปรับจาก ACSM guideline และ Sports Dietitians Australia position statement โดยเพิ่มขึ้น 30–50% สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย:

Sodium Protocol สำหรับอากาศร้อนชื้นของไทย ปรับตาม sweat rate จริงของแต่ละคน
ต่ำกว่า 60 นาที
เครื่องดื่ม electrolyte ทั่วไปเพียงพอ ไม่ต้องเติม sodium เพิ่มพิเศษ แต่ควรดื่มมากกว่าวันปกติ
60–90 นาที
เริ่มเติม sodium อย่างจริงจัง เป้าหมาย 500–800 mg/hr ใช้ 500HYDRO+ หรือ 250SALT+ ร่วมกับ electrolyte drink
90 นาที–3 ชั่วโมง
เป้าหมาย 800–1,200 mg/hr ใช้ 80ENDURE หรือ 40ENDURE ที่มี sodium ในสูตร ร่วมกับ 250SALT+ ตาม sweat rate
3+ ชั่วโมง
เป้าหมาย 1,000–1,500 mg/hr ต้องทำ Sweat Test เพื่อรู้ตัวเลขจริง เพราะในระยะนี้การประมาณผิดพลาดส่งผลต่อ performance และความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ
งานวิจัยรองรับ: Maughan, R.J., & Shirreffs, S.M. (2010). Development of hydration strategies to optimize performance for athletes in high-intensity sports. Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports, 20(S2), 59–69. ระบุว่าการปรับ sodium intake ตามสภาพอากาศและ individual sweat profile เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการ optimize hydration สำหรับนักกีฬา endurance

สัญญาณเตือนที่บอกว่า Sodium ของคุณกำลังพัง

ขาเกร็ง กระตุก
กล้ามเนื้อหดตัวผิดปกติ สัญญาณ sodium และ electrolyte ต่ำ
ปวดศรีษะ
ปวดหัวกลางการวิ่ง ทั้งที่ดื่มน้ำแล้ว อาจเป็น sodium imbalance
ขาหนักหรือล้า
ก้าวไม่ออกแม้ cardiovascular ยังดีอยู่ sodium ต่ำส่งผลต่อ neuromuscular
Mileage Coach Note

อย่าเพิ่ม sodium ตามความรู้สึก: ถ้าเริ่มรู้สึกสัญญาณข้างต้นกลางการแข่ง มักสายเกินไปที่จะชดเชยได้ทันในวันนั้น sodium ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า ทั้ง pre-loading และการเติมสม่ำเสมอทุก 20–30 นาที ไม่ใช่รอจนรู้สึกผิดปกติ

Sweat Test คือจุดเริ่มต้น: เพราะนักกีฬาแต่ละคนเสีย sodium ต่างกัน ตัวเลขที่แม่นยำที่สุดได้จากการวัดจริง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย สอบถามนัดหมาย Sweat Test ได้ที่ LINE OA: @mileageth

สินค้า Mileage ที่ออกแบบมาสำหรับอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะ

เมื่อรู้แล้วว่าความต้องการ sodium ในอากาศไทยสูงกว่า isotonic ทั่วไปรับมือได้ สินค้าที่เลือกใช้จึงต้องมี sodium concentration ที่เพียงพอจริงๆ ไม่ใช่แค่มีชื่อ electrolyte บนฉลาก

500HYDRO+
500 mg
Sodium ต่อ 1 tablet
ละลายในน้ำ 500ml
250SALT+
250 mg
Sodium ต่อ 1 capsule
กลืนพร้อมน้ำ
2–3x
สูงกว่า isotonic ทั่วไป
ต่อปริมาตรเดียวกัน
500HYDRO+ Tablet

Sodium: 500 mg ต่อ tablet

วิธีใช้: ละลาย 1 tablet ในน้ำ 500ml พกขวดน้ำได้เลย ไม่ต้องพก capsule แยก

เหมาะกับ: นักวิ่งที่ต้องการเติม sodium และ fluid พร้อมกัน ใช้แทน isotonic ทั่วไปที่ sodium ต่ำ

ตัวอย่าง: วิ่ง 2 ชั่วโมงในอากาศ 33°C ดื่ม 2 ขวด = sodium 1,000 mg เฉพาะจาก 500HYDRO+

250SALT+ Capsule

Sodium: 250 mg ต่อ capsule

วิธีใช้: กลืนพร้อมน้ำ ยืดหยุ่นในการปรับปริมาณทีละ 250 mg ตามที่ต้องการ

เหมาะกับ: นักวิ่งที่ต้องการ top-up sodium โดยไม่เพิ่ม fluid หรือใช้ร่วมกับ 500HYDRO+ ในวันที่ sweat rate สูง

ตัวอย่าง: Salty sweater ที่ต้องการ 1,200 mg/hr ใช้ 500HYDRO+ 1 ขวด + 250SALT+ 2 capsule = 1,000 mg

วิธีใช้ร่วมกันใน Race Day

500HYDRO+ และ 250SALT+ ออกแบบมาให้ใช้ร่วมกันหรือแยกกันได้ตามรูปแบบการแข่งและสไตล์ของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องพกขวดน้ำเอง เพราะ 250SALT+ capsule กลืนได้ทุกจุดที่มีน้ำแจก ส่วน 500HYDRO+ ละลายในน้ำที่ aid station ก็ได้เช่นกัน

หลักการง่ายๆ ในการเลือกใช้คือ ถ้าต้องการเพิ่ม sodium อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นทีละน้อย ใช้ 250SALT+ capsule ถ้าต้องการเติม sodium พร้อม fluid ในคราวเดียว ใช้ 500HYDRO+ tablet ละลายน้ำ และในการแข่งระยะยาวที่อากาศร้อน หลายคนใช้ทั้งสองตัวสลับกันตามช่วงเวลา

ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ sweat rate และ sweat sodium concentration ของแต่ละคน ซึ่งได้จาก Sweat Test หรือคำนวณผ่าน M-FUEL จากข้อมูลส่วนตัวของคุณ

เปรียบเทียบตรงๆ: Isotonic drink ทั่วไป 500ml มี sodium 150–250 mg ในขณะที่ 500HYDRO+ 1 tablet ในน้ำ 500ml ให้ sodium 500 mg หรือสูงกว่าถึง 2–3 เท่า ในสภาพอากาศของไทยที่ต้องการ 1,000–1,500 mg/hr ความต่างนี้คือความต่างระหว่างแผนที่ทำงานได้กับแผนที่ไม่พอ

รู้ว่าต้องการ Sodium มากขึ้น แต่ต้องการเท่าไหร่กันแน่

ตัวเลขที่ระบุใน protocol ด้านบนยังคงเป็นค่าเฉลี่ย ความจริงคือนักกีฬา 2 คนที่วิ่งในอากาศเดียวกัน อาจสูญเสีย sodium ต่างกันถึง 3–4 เท่า เพราะขึ้นอยู่กับพันธุกรรม sweat rate และความเค็มของเหงื่อแต่ละคน

วิธีเดียวที่จะรู้ตัวเลขของคุณจริงๆ คือการทำ Sweat Test

Sweat Test Service by Mileage

Mileage เปิดให้บริการ Sweat Test สำหรับนักกีฬา endurance โดยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้าน sport nutrition การทดสอบวัดทั้ง Sweat Rate และ Sodium Concentration ในเหงื่อของคุณจริงๆ ในสภาพที่ควบคุม

ผลที่ได้จะบอกว่าคุณอยู่ในกลุ่ม low, average หรือ salty sweater และต้องเติม sodium เท่าไหร่ต่อชั่วโมงในสภาพอากาศของไทย ซึ่งนำไปกรอกใน M-FUEL เพื่อสร้างแผน hydration ส่วนตัวได้ทันที

สอบถามและนัดหมายได้ที่ LINE OA: @mileageth

เพิ่มเพื่อน

คำนวณ Sodium ที่ต้องการด้วย M-FUEL

Fuel & Hydration Planner by Mileage

กรอกอุณหภูมิและสภาพอากาศในวันแข่งของคุณ M-FUEL จะปรับ sodium target ให้เหมาะกับ condition จริง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยจากงานวิจัยในอากาศเย็น พร้อมแนะนำ 250SALT+ หรือ 500HYDRO+ ในปริมาณที่ถูกต้องสำหรับแต่ละชั่วโมงของการแข่ง

Sodiummg / hr ปรับตามอากาศไทย
Fluidml / hr ตาม sweat rate จริง
Carbg / hr ตาม race goal
คำนวณ Sodium plan ใน M-FUEL

อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์

Sawka, M.N., et al. (2007). ACSM Position Stand: Exercise and fluid replacement. Medicine & Science in Sports & Exercise, 39(2), 377–390.

McCubbin, A.J., et al. (2020). Sports Dietitians Australia position statement: Nutrition for exercise in hot environments. International Journal of Sport Nutrition and Exercise Metabolism, 30(1), 83–98.

Maughan, R.J., & Shirreffs, S.M. (2010). Development of hydration strategies to optimize performance for athletes in high-intensity sports. Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports, 20(S2), 59–69.

Baker, L.B. (2017). Sweating rate and sweat sodium concentration in athletes. Sports Medicine, 47(S1), 111–128.

กรมอุตุนิยมวิทยา (Thai Meteorological Department). (2024). ข้อมูลภูมิอากาศประเทศไทย. สืบค้นจาก tmd.go.th

Périard, J.D., et al. (2021). Exertional heat stroke: Pathophysiology, epidemiology, diagnosis, and management. Yearbook of Intensive Care and Emergency Medicine, 2021, 175–190.

Mileage Run Smarter

อากาศไทยไม่เหมือนที่ไหน แผน Sodium ก็ต้องไม่เหมือนกัน

คำนวณ sodium ที่เหมาะกับสภาพอากาศจริงของคุณใน M-FUEL หรือนัดหมาย Sweat Test เพื่อรู้ตัวเลขส่วนตัว

คำนวณใน M-FUEL นัด Sweat Test @mileageth