ถ้าคุณเคยเห็นตัวเลข "2:1" หรือ "1:0.8" บนฉลากเครื่องดื่มหรือ gel แล้วนึกว่ามันคือการตลาด บทความนี้จะอธิบายว่าตัวเลขเหล่านั้นมีที่มาจากวิทยาศาสตร์จริง และความต่างของแต่ละ ratio ส่งผลต่อร่างกายของคุณอย่างชัดเจนในระหว่างการแข่งขัน

คำถามไม่ใช่แค่ "ratio ไหนดีกว่า" แต่คือ "ทำไม" และ "ใช้เมื่อไหร่"

ทำไม Ratio ถึงสำคัญ

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่ลำไส้เล็ก ร่างกายใช้ transporter สองตัวที่ทำงานแยกกันโดยสิ้นเชิงในการดูดซึมคาร์บ:

Intestinal Carbohydrate Transporters
SGLT1: ดูดซึม Glucose
ขีดจำกัด: ~60 g/hr
ถ้าเกิน: Glucose ค้างในลำไส้
ผล: แก๊ส, ท้องอืด, GI distress
GLUT5: ดูดซึม Fructose เท่านั้น
ขีดจำกัด: ~36–50 g/hr
ทำงานแยกจาก SGLT1 โดยสมบูรณ์
ผล: ช่อง "พิเศษ" ที่เพิ่ม capacity รวม

เมื่อใช้ Glucose + Fructose พร้อมกัน ทั้งสอง transporter ทำงานคู่ขนาน ทำให้ total carb delivery ไปยังกล้ามเนื้อสูงขึ้นกว่าการใช้แหล่งเดียว คำถามคือ สัดส่วนไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

วิวัฒนาการของ Glucose:Fructose Ratio

พบบ่อยที่สุดในตลาด Glucose Only isotonic drink ทั่วไป, เครื่องดื่มกีฬาส่วนใหญ่
Glucose
~100%
Fructose
0%
Oxidation สูงสุด
~60 g/hr
GI Distress
สูงเมื่อเกิน 60g/hr
Transporter
SGLT1 เท่านั้น
ปัญหาหลัก
SGLT1 saturate — carb ค้างในลำไส้
Generation 2 / ยุคที่สอง 2:1 Jeukendrup et al. 2004–2010
Glucose
66.7%
Fructose
33.3%
Oxidation สูงสุด
~75–84 g/hr
GI Distress
ลดลงปานกลาง
Transporter
SGLT1 + GLUT5
เหมาะกับ
90 นาทีขึ้นไป
Generation 3 / ล่าสุด 1:0.8 Rowlands et al. 2015, Podlogar 2022
Glucose
55.6%
Fructose
44.4%
Oxidation สูงสุด
~89–96 g/hr
GI Distress
ต่ำที่สุด
Transporter
SGLT1 + GLUT5 เต็มทั้งคู่
เหมาะกับ
ทุกระยะที่ต้องการ carb สูง

ปัญหาจริงที่เกิดกับนักกีฬาส่วนใหญ่: Glucose Only

ก่อนจะพูดถึงว่า 2:1 หรือ 1:0.8 ดีกว่ากันตรงไหน ต้องเข้าใจก่อนว่านักกีฬาส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังใช้สินค้าที่เป็น Glucose เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็น isotonic drink ยอดนิยม เครื่องดื่มกีฬาทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ หรือแม้แต่ gel บางแบรนด์ที่ไม่ได้ระบุ dual-source ยังมีมากในท้องตลาด

นี่คือปัญหา: ก่อนปี 2003 นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า 60 g/hr คือเพดานสูงสุดของร่างกายในการนำ carb ไปใช้ระหว่างออกกำลังกาย ทีมของ Jeukendrup พบว่าข้อจำกัดนั้นไม่ได้อยู่ที่กระเพาะอาหาร ไม่ได้อยู่ที่กล้ามเนื้อ แต่อยู่ที่การดูดซึมใน ลำไส้เล็ก โดยตรง ซึ่งหมายความว่าถ้าใช้ glucose แหล่งเดียว ไม่ว่าจะกินมากแค่ไหนก็ไม่สามารถผ่าน SGLT1 ได้เกิน 60 g/hr

งานวิจัยต้นกำเนิด: Jeukendrup, A.E. (2024 updated). The optimal ratio of carbohydrates. MySportScience Blog. อ้างอิงงานวิจัยปี 2003 ของทีม Jeukendrup ที่พบว่า ข้อจำกัดของ 60 g/hr อยู่ที่ intestinal absorption ไม่ใช่ gastric emptying หรือ muscle metabolism และการค้นพบนี้นำไปสู่แนวคิด Multiple Transportable Carbohydrates (MTC) ที่เปลี่ยนวงการ race nutrition ไปตลอดกาล
ผลกระทบจริงในสนามแข่ง: นักกีฬาที่ใช้ glucose เพียงอย่างเดียวและพยายามกิน carb 70–90 g/hr จะพบ carb ค้างในลำไส้ ซึ่งถูก ferment โดยแบคทีเรีย เกิดแก๊ส ท้องอืด คลื่นไส้ และอาจท้องเสียกลางการแข่ง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นที่เลือดถูกเบี่ยงออกจากระบบย่อยอาหารอยู่แล้ว สิ่งที่น่าเสียดายคือสินค้ากลุ่มนี้ยังครองตลาด endurance nutrition อย่างกว้างขวาง
~60 g/hr
Glucose only: ขีดจำกัดของ SGLT1
~36–50 g/hr
ขีดจำกัดของ GLUT5 สำหรับ Fructose
1:0.8
Ratio เดียวที่ทั้งสอง channel ทำงานเต็มโดยไม่ saturate

เปรียบเทียบ Exogenous Carbohydrate Oxidation Rate & GI Distress Score

Exogenous Carbohydrate Oxidation Rate (g/hr) เมื่อกิน carb 90 g/hr
Glucose Only
isotonic ทั่วไป
~60 g/hr
2:1 Glucose:Fructose
~80 g/hr
1:0.8 Glucose:Fructose
Mileage formula
~92 g/hr
การค้นพบปี 2003 ของ Jeukendrup: glucose+fructose เพิ่ม oxidation ได้ถึง 50% เทียบกับ glucose เพียงอย่างเดียว
GI Distress Score เปรียบเทียบ (ยิ่งน้อยยิ่งดี) จาก Rowlands et al. 2015
Glucose Only
isotonic ทั่วไป
สูงมาก
2:1 Glucose:Fructose
ปานกลาง
1:0.8 Glucose:Fructose
Mileage formula
ต่ำที่สุด
งานวิจัยเพิ่มเติม: Podlogar, T., & Wallis, G.A. (2022). New horizons in carbohydrate research and application for endurance sports. European Journal of Sport Science, 22(5), 665–674. ยืนยันว่า 1:0.8 เป็น ratio ที่ให้ total carbohydrate delivery สูงสุดในปัจจุบัน และงานวิจัยใหม่กำลังทดสอบ intake ที่สูงกว่า 90 g/hr ด้วย ratio นี้ในนักกีฬาที่ gut-trained แล้ว

ทำไม Glucose Only ถึงยังครองตลาด ทั้งที่วิทยาศาสตร์รู้คำตอบแล้วกว่า 20 ปี

งานวิจัยของ Jeukendrup ปี 2003 เปิดเผยความจริงเรื่อง transporter มากกว่า 20 ปีแล้ว แต่สินค้า isotonic ส่วนใหญ่ในตลาดยังคงใช้ glucose เป็นแหล่งหลัก คำตอบอยู่ที่ 2 เหตุผลหลัก:

01. ต้นทุนการผลิต
Glucose (Maltodextrin) มีราคาถูกกว่าและผสมง่ายกว่า Fructose ในรูปแบบที่ใช้ใน sports nutrition การออกแบบสูตร dual-source ที่ ratio ถูกต้องต้องการความพิถีพิถันและต้นทุนสูงกว่า

02. Legacy formulation
แบรนด์ที่มีสูตรเดิมมาหลายสิบปีไม่ได้ update ตาม science เพราะต้องลงทุน reformulate ทั้งสาย นักกีฬาหลายคนจึงยังใช้สินค้าที่ตามหลัง evidence อยู่มาก

วิธีอ่านฉลากก่อนซื้อ: ถ้าสินค้าระบุแค่ "carbohydrate" หรือ "glucose" หรือ "maltodextrin" โดยไม่มี fructose เลย นั่นคือ glucose only สำหรับออกกำลังกายเกิน 90 นาที ขีดจำกัด 60 g/hr จะเป็นปัญหา ถ้าระบุ "dual-source" แต่ไม่บอก ratio ให้ถามผู้ผลิตว่าใช้สัดส่วนเท่าไหร่ เพราะ dual-source ที่ ratio ผิดก็ไม่ได้ผลลัพธ์ดีกว่า glucose only มากนัก

เลือก Ratio ไหน สำหรับสถานการณ์ไหน

ระยะสั้น ต่ำกว่า 75 นาที
5K, 10K, ซ้อม tempo
Glycogen ยังไม่หมด ไม่จำเป็นต้องเติม carb สูง dual-source ไม่ได้ประโยชน์เพิ่มในระยะนี้ เน้น hydration และ electrolyte
Ratio แนะนำ: ไม่จำเป็นต้องใช้ dual-source
ระยะกลาง 90 นาที–3 ชั่วโมง
Half Marathon, Olympic Tri
Glycogen เริ่มร่อยหรอ ต้องการ carb 45–70 g/hr ใช้ dual-source เพื่อเพิ่ม oxidation เกิน 60 g เป้าหมายของ 2:1 และ 1:0.8 ต่างกันน้อยในช่วงนี้
Ratio แนะนำ: 1:0.8 (หลีกเลี่ยง glucose only)
ระยะยาว 3+ ชั่วโมง
Marathon, Ironman, Ultra
ต้องการ carb 70–90 g/hr ต่อเนื่อง GI distress สูงสุดในช่วงนี้ 1:0.8 ให้ oxidation สูงสุดและ GI distress ต่ำสุด เหมาะที่สุด
Ratio แนะนำ: 1:0.8 เท่านั้น
สถานการณ์ Ratio ที่เหมาะ สินค้า Mileage
Long run ฝึก Gut Training Week 1–2 1:0.8 ปริมาณต่ำ 25BOOST 1 ซอง + น้ำ
Half Marathon (2 ชั่วโมง) 1:0.8 ที่ 45–60 g/hr 25BOOST 2–3 ซอง + 40ENDURE
Marathon (4–5 ชั่วโมง) 1:0.8 ที่ 60–90 g/hr 25BOOST + 80ENDURE สลับกัน
Ultra / Ironman (6+ ชั่วโมง) 1:0.8 ที่ 80–90 g/hr + real food 80ENDURE + 25BOOST + real food ตามช่วง
Mileage Note

สินค้าทุกชิ้นใน Mileage Race Nutrition line ใช้ Glucose:Fructose ในสูตร 1:0.8 ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น 25BOOST, 40ENDURE หรือ 80ENDURE ทำให้คุณไม่ต้องคำนวณ ratio เองในระหว่างการแข่งขัน แค่กินตามแผนที่ M-FUEL กำหนดให้ก็เพียงพอแล้ว


ทำไม 1:0.8 ถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบัน

ถ้าจะพูดให้ตรงที่สุด: 1:0.8 คือ ratio เดียวที่ทำให้ทั้ง SGLT1 และ GLUT5 ทำงานได้เต็ม capacity โดยไม่มีตัวใด saturate ซึ่งหมายความว่าคุณได้รับประโยชน์สูงสุดจาก dual-source concept โดยไม่เสียข้อเสีย

เปรียบง่ายๆ: 2:1 เหมือนเปิดก๊อกน้ำสองก๊อก แต่ก๊อกหนึ่ง (SGLT1) ยังล้นอยู่นิดหน่อย ขณะที่อีกก๊อก (GLUT5) ยังเปิดได้ไม่สุด ส่วน 1:0.8 คือการปรับทั้งสองก๊อกให้ไหลเต็มที่พอดีกัน ไม่มีน้ำล้น ไม่มีช่องว่างที่สูญเปล่า

ข้อได้เปรียบของ 1:0.8 ที่ชัดเจนจากงานวิจัย:

Oxidation rate สูงสุด: ~89–96 g/hr เทียบกับ ~60 g/hr ของ glucose only และ ~80 g/hr ของ 2:1 ความต่างของ 12–16 g/hr ในระยะ Marathon 4 ชั่วโมงคือ carb เพิ่มขึ้นถึง 48–64g ที่กล้ามเนื้อได้ใช้จริง

GI distress ต่ำที่สุด: เนื่องจาก glucose ไม่ล้น SGLT1 และ fructose ไม่ล้น GLUT5 carb ทุกกรัมที่กินเข้าไปถูกดูดซึม ไม่มีค้างให้ ferment ในลำไส้

Liver output สมดุล: Fructose ถูก metabolize ที่ตับแล้วปล่อยออกเป็น glucose เข้าเลือดอย่างสม่ำเสมอ ช่วยรักษา blood glucose ให้คงที่ไม่ spike ไม่ crash

Performance ที่วัดได้: Podlogar & Wallis (2022) สรุปว่า 1:0.8 ให้ total carbohydrate delivery ไปยังกล้ามเนื้อสูงสุดในบรรดา ratio ทั้งหมดที่ทดสอบ และยังมีงานวิจัยใหม่กำลังทดสอบ intake เกิน 90 g/hr ด้วย ratio นี้ในนักกีฬา gut-trained

ทำไม Mileage เลือก 1:0.8

Mileage ออกแบบ 25BOOST, 40ENDURE และ 80ENDURE บน 1:0.8 Dual-Source Formula ตั้งแต่แรก เพราะนี่คือตัวเลขที่งานวิจัยระดับโลกรับรองว่าให้ carb delivery สูงสุดและ GI distress ต่ำที่สุดในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่การตลาด แต่เป็นการตัดสินใจจาก evidence ที่ชัดเจน

สำหรับนักกีฬาไทยที่ต้องแข่งในสภาพอากาศร้อนชื้นซึ่ง GI distress เป็นปัญหาใหญ่กว่าปกติ การเลือก ratio ที่ลด GI distress ได้โดยตรงจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือสิ่งที่จำเป็น

อ่านรายละเอียดวิทยาศาสตร์เบื้องหลังสูตร 1:0.8 แบบเต็มๆ ได้ที่บทความ:

1:0.8 Ratio คืออะไร? วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง Dual-Source Carb →

วางแผน Carb ด้วย ratio ที่ถูกต้องใน M-FUEL

Fuel & Hydration Planner by Mileage

M-FUEL คำนวณปริมาณ carb ที่เหมาะสมต่อชั่วโมงจากข้อมูลการแข่งและสภาพอากาศของคุณ โดยใช้สูตร 1:0.8 เป็นฐาน และแนะนำสินค้า Mileage ที่ถูกต้องสำหรับแต่ละช่วงของการแข่งขัน

Carbg / hr ใน 1:0.8 ratio
Product25BOOST / 40ENDURE / 80ENDURE
Timingกินทุกกี่นาที ตลอดการแข่ง
วางแผน Race Nutrition ใน M-FUEL

อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์

Jeukendrup, A.E. (2004). Carbohydrate intake during exercise and performance. Nutrition, 20(7–8), 669–677.

Jeukendrup, A.E. (2010). Carbohydrate and exercise performance: the role of multiple transportable carbohydrates. Current Opinion in Clinical Nutrition and Metabolic Care, 13(4), 452–457.

Rowlands, D.S., et al. (2015). Fructose-Glucose Composite Carbohydrates and Endurance Performance: Critical Review and Future Perspectives. Sports Medicine, 45(11), 1561–1576.

Podlogar, T., & Wallis, G.A. (2022). New horizons in carbohydrate research and application for endurance sports. European Journal of Sport Science, 22(5), 665–674.

Trommelen, J., et al. (2020). Fructose and sucrose intake increase exogenous carbohydrate oxidation during exercise. Nutrients, 12(9), 2734.

Mileage Run Smarter

Ratio ที่ถูกต้องเปลี่ยนผล ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนฉลาก

ดูสินค้า Race Nutrition ที่ใช้ 1:0.8 Dual-Source Formula หรือวางแผน carb intake ส่วนตัวใน M-FUEL

ดูสินค้า Race Nutrition วางแผนใน M-FUEL