Hyponatremia ภาวะนี้เป็นหนึ่งในอันตรายที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดในวงการวิ่งไทย แต่พบได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะในนักวิ่งที่ดูแลตัวเองดี ดื่มน้ำตลอด แต่กลับพังกลางสนามด้วยสาเหตุที่ตรงกันข้ามกับ "ขาดน้ำ" ทุกอย่าง

Hyponatremia คืออะไร

Hyponatremia คือภาวะที่ความเข้มข้นของ Sodium ในเลือดต่ำกว่า 135 mmol/L เกิดได้สองทาง แต่ที่พบบ่อยในนักกีฬา endurance คือ Dilutional Hyponatremia หรือ Exercise-Associated Hyponatremia (EAH) ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำมากเกินไปโดยไม่มี Sodium ชดเชย ทำให้ sodium ในเลือดเจือจางลง

13%
ของนักวิ่ง Boston Marathon มีภาวะ hyponatremia หลังแข่ง (Almond et al. 2005)
135 mmol/L
ระดับ Sodium ในเลือดต่ำกว่านี้ถือว่า hyponatremia เริ่มแล้ว
0.6 L/hr
ขีดจำกัดสูงสุดที่ไตกำจัดน้ำส่วนเกินได้ ดื่มเกินนี้โดยไม่มี sodium คือความเสี่ยง
งานวิจัยอ้างอิง: Hew-Butler, T., et al. (2015). Statement of the Third International Exercise-Associated Hyponatremia Consensus Development Conference. Clinical Journal of Sport Medicine, 25(4), 303–320. ระบุว่า EAH เป็น preventable condition ที่เกิดจาก fluid overload เป็นหลัก ไม่ใช่การขาด sodium จากเหงื่อโดยตรง
ที่มาของ Classification ระยะที่ 1–3: Spasovski, G., et al. (2014). Clinical practice guideline on diagnosis and treatment of hyponatremia. European Journal of Endocrinology, 170(3), G1–G47. — แนวทางของ European Society of Intensive Care Medicine (ESICM), European Society of Endocrinology (ESE) และ European Renal Association (ERA-EDTA) นิยามระยะความรุนแรงตามระดับ serum sodium ที่ใช้อ้างอิงกันทั่วโลก ระบุไว้ว่า Mild = 130–135 mmol/L, Moderate = 125–129 mmol/L, Severe = ต่ำกว่า 125 mmol/L และยืนยันว่า severe symptomatic hyponatremia ต้องรักษาด้วย hypertonic saline (3% NaCl) ไม่ใช่ IV fluid ทั่วไป

อาการที่เห็นจากภายนอก: ทำไมถึงสับสนกับ Dehydration

อันตรายที่สุดของ Hyponatremia คืออาการในระยะแรกดูเหมือน dehydration แทบทุกอย่าง ทำให้นักกีฬาและแม้แต่เจ้าหน้าบางคนให้น้ำเพิ่ม ซึ่งทำให้อาการแย่ลงทันที

ระยะที่ 1Mild
Sodium 130–135 mmol/L: ปวดหัว คลื่นไส้ รู้สึกแน่นท้อง อาจเบลอเล็กน้อย อาการนี้คล้าย dehydration มากจนแยกไม่ออก ถ้าได้รับน้ำเปล่าเพิ่มจะยิ่งแย่ลง
ระยะที่ 2Moderate
Sodium 125–130 mmol/L: ปวดหัวรุนแรง อาเจียน อ่อนแรงมาก มือเท้าบวม ความคิดช้าและสับสน น้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้นจากน้ำสะสม ต้องหยุดแข่งและรับการช่วยเหลือ
ระยะที่ 3Severe
Sodium ต่ำกว่า 125 mmol/L: หมดสติ ชัก หายใจผิดปกติ เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ต้องการ hypertonic saline IV ไม่ใช่ IV fluid ทั่วไป การให้น้ำเปล่าหรือ normal saline อาจทำให้เสียชีวิตได้
สำหรับ Race Day: ถ้ารู้สึกไม่สบายระหว่างแข่ง ให้แจ้ง medical staff ว่าคุณดื่มน้ำไปเท่าไหร่ตลอดการแข่ง ข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์แยกแยะ dehydration กับ hyponatremia ได้ก่อนให้การรักษา เพราะ treatment ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Hyponatremia vs Dehydration: เหมือนกันตรงไหน ต่างกันอย่างไร

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของบทความนี้ เพราะอาการของทั้งสองภาวะ คล้ายกันมากจนแยกไม่ออกด้วยตาเปล่า และการรักษาที่ถูกต้องสำหรับภาวะหนึ่งอาจทำให้อีกภาวะหนึ่งแย่ลงถึงขั้นอันตรายได้

สิ่งที่เหมือนกัน — เหตุผลที่แยกยาก

อาการที่พบในทั้งสองภาวะ
ปวดหัว
คลื่นไส้
อ่อนแรง
วิงเวียน
สับสน / เบลอ
performance ตก
เหตุผลที่อันตราย: ทีมแพทย์ในสนามแข่งหลายคนยังคุ้นเคยกับการรักษา dehydration มากกว่า เมื่อพบนักกีฬาปวดหัว อ่อนแรง สับสน สัญชาตญาณแรกคือให้น้ำเพิ่ม ซึ่งถูกต้องถ้าเป็น dehydration แต่อันตรายมากถ้าเป็น hyponatremia

สิ่งที่ต่างกัน — กุญแจสำคัญในการแยก

สัญญาณ / ตัวชี้วัด Dehydration Hyponatremia (EAH)
Sodium ในเลือด ปกติหรือสูงขึ้นเล็กน้อย ต่ำกว่า 135 mmol/L
น้ำหนักตัวระหว่างแข่ง ลดลง 1–3% เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น
ความกระหายน้ำ กระหายมาก ไม่กระหายหรือกระหายน้อย
สีปัสสาวะ เข้ม เหลืองเข้มถึงน้ำตาล ใสหรือเกือบใส
ปัสสาวะบ่อยไหม น้อยลงมาก ยังปัสสาวะได้บ่อยพอสมควร
มือเท้าบวม ไม่พบ พบได้ (น้ำสะสมในเนื้อเยื่อ)
ประวัติการดื่มน้ำ ดื่มน้อยกว่าที่ควร ดื่มน้ำมากกว่าปกติ หรือดื่มเปล่าล้วน
Skin turgor (ความยืดหยุ่นผิว) ลดลง (ผิวยืดช้ากลับ) ปกติหรือบวม

การรักษาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Dehydration — ให้น้ำและ electrolyte

เติมน้ำและ electrolyte ทดแทนที่สูญเสีย ถ้ารุนแรงอาจต้องให้ IV normal saline หรือ Lactated Ringer's

ถ้าให้กับผู้ที่เป็น hyponatremia: plasma sodium เจือจางลงอีก อาการแย่ลงทันที

Hyponatremia (EAH) — หยุดน้ำ ให้ sodium

หยุดดื่มน้ำทันที ถ้ามี symptom ให้ hypertonic saline (3% NaCl) IV เท่านั้น ไม่ใช่ normal saline

ถ้าให้ normal saline หรือน้ำเปล่า: sodium ยิ่งเจือจาง สมองบวมขึ้น อาจเสียชีวิต

สำหรับ Race Day ถ้ารู้สึกไม่ดี: บอก medical staff ว่า "ผมดื่มน้ำไปเท่าไหร่แล้วตลอดการแข่ง" ข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์แยกแยะและให้การรักษาที่ถูกต้องได้เร็วขึ้น การบอกแค่ว่า "ปวดหัว อ่อนแรง" โดยไม่มีข้อมูล hydration ทำให้การวินิจฉัยช้าและเสี่ยงได้รับ treatment ที่ผิด

ใครเสี่ยงมากที่สุด

ดื่มตามตาราง
นักวิ่งที่ดื่มน้ำตามตาราง "ทุก 20 นาที" โดยไม่สนใจความกระหาย โดยเฉพาะในช่วงที่ pace ช้าและ sweat rate ต่ำ จะได้รับน้ำมากกว่าที่สูญเสียไป
Pace ช้า ใช้เวลานาน
นักวิ่งที่ใช้เวลา 4–6 ชั่วโมงใน Marathon มีโอกาสสะสมน้ำส่วนเกินสูงกว่า เพราะมีเวลาดื่มมากกว่าในขณะที่ sweat rate ต่ำกว่านักวิ่งเร็ว
ดื่มน้ำเปล่าล้วน
นักกีฬาที่หลีกเลี่ยง sports drink หรือ electrolyte เพราะกังวลเรื่องน้ำตาล แต่ดื่มน้ำเปล่าแทนตลอด ทำให้ไม่มี sodium ชดเชยที่ถูก dilute
น้ำหนักตัวน้อย
Blood volume น้อยกว่า sodium dilution เกิดเร็วกว่าในปริมาณน้ำเท่ากัน ต้องระวังปริมาณการดื่มมากกว่าค่าเฉลี่ย

สถิติและความเสี่ยงในอากาศร้อนชื้นแบบไทย

ข้อมูลสถิติ EAH ในไทยโดยเฉพาะยังมีจำกัด เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ทำในยุโรปและสหรัฐฯ แต่หลักฐานจากบ맥ศตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการศึกษาในสภาพอากาศเขตร้อนชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่ควรตระหนัก:

~8.5%
อุบัติการณ์ EAH โดยเฉลี่ยในนักวิ่ง Marathon ทั่วโลก จากการทบทวนงานวิจัย 135 บทความ (Verbalis et al. 2022)
0.1–1%
นักกีฬา endurance ที่มีอาการ symptomatic EAH ตัวเลขน้อยแต่อาการรุนแรง (StatPearls 2023)
สูงกว่า
ความเสี่ยง EAH ในเขตร้อนชื้น เทียบกับประเทศที่ทำงานวิจัยส่วนใหญ่ (Springer Tropical Running Study 2016)
อากาศร้อนชื้นของไทยเพิ่มความเสี่ยง EAH ได้จริงหรือไม่?

คำตอบคือ ใช่ แต่ต้องเข้าใจกลไกให้ถูกต้อง

งานวิจัยของ Knechtle et al. (2019, Medicina) จากการทบทวนงานวิจัยในนักกีฬา endurance พบว่าอุณหภูมิสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของ EAH โดยตรง โดยเฉพาะในรูปแบบ EAH with dehydration ซึ่งเกิดจาก sodium loss ที่สูงมากจากเหงื่อ โดยไม่ได้ดื่มน้ำมากเกินไป

ในอากาศไทยที่ 32–36°C ความชื้น 75–85% Sweat Rate สูงขึ้น 30–50% เทียบกับอากาศเย็น ทำให้นักกีฬาสูญเสีย sodium มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าชดเชยด้วยน้ำเปล่าโดยไม่มี sodium อาจเกิด dilutional hyponatremia ได้แม้ไม่ได้ดื่มน้ำมากเกินไปในแบบตะวันตก

นอกจากนั้น งานวิจัยจาก Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism (Refardt et al. 2019) รายงานว่า "อุบัติการณ์ hyponatremia สูงที่สุดพบในภูมิภาคเขตร้อนเอเชียและออสเตรเลีย" และมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
งานวิจัยในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: Tee, J.C., et al. (2016). Body Mass Changes Across a Variety of Running Race Distances in the Tropics. Sports Medicine - Open, 2(30). ศึกษาผู้เข้าแข่งขันวิ่งในสภาพอากาศเขตร้อน พบ symptomatic EAH ในผู้เข้าแข่งระยะ 42 กม. ขึ้นไป และสรุปว่า "ประเทศที่มีอุณหภูมิสูงตลอดปีอาจมีความเสี่ยง EAH สูงกว่า" โดยเฉพาะในนักกีฬาที่ขาดความรู้เรื่อง sodium management — งานวิจัยนี้เป็นหนึ่งในงานวิจัยน้อยชิ้นที่ทำในบริบทเอเชียเขตร้อน และตรงกับสภาพแวดล้อมของการแข่งขันวิ่งในประเทศไทย

วิธีป้องกัน Hyponatremia ที่ปฏิบัติได้จริง

1
ดื่มตามกระหาย ไม่ใช่ตามตาราง
กลไก thirst ของร่างกายทำงานได้ดีในสภาพออกกำลังกาย การดื่มตามกระหายป้องกัน overhydration ได้ดีกว่า scheduled drinking สำหรับคนทั่วไป
2
Sodium ทุกครั้งที่ดื่ม
ในการออกกำลังกายเกิน 90 นาที ทุกครั้งที่ดื่มควรมี sodium คู่กัน ไม่ว่าจะเป็น sports drink, 500HYDRO+ หรือ 250SALT+ capsule
3
ชั่งน้ำหนักก่อน-หลัง
น้ำหนักที่ควรหลังแข่งคือลดลง 1–2% ไม่ใช่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ถ้าน้ำหนักเพิ่มหลังแข่งนั่นคือสัญญาณ overhydration ชัดเจนที่สุด
4
รู้จัก Sweat Rate ของตัวเอง
ถ้ารู้ว่าตัวเองเหงื่อออกเท่าไหร่ต่อชั่วโมง จะวางแผนการดื่มได้ถูกต้อง ไม่ดื่มมากหรือน้อยเกินไป ทำ Sweat Test หรือวัดเองที่บ้าน
Sodium ป้องกัน Hyponatremia ได้อย่างไร

Sodium รักษา osmolarity ในเลือดให้สมดุล เมื่อมี sodium เพียงพอ ไตจะลด urine output ลง ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปกักอยู่ใน plasma แทนที่จะถูกขับออก ป้องกันไม่ให้ sodium ในเลือดถูก dilute แม้ดื่มน้ำในปริมาณที่สูงขึ้น

ดูสินค้า Sodium สำหรับนักวิ่ง: 500HYDRO+ Tablet (500mg/tablet) และ 250SALT+ Capsule (250mg/capsule)


Fuel & Hydration Planner by Mileage

M-FUEL คำนวณ Fluid ที่คุณต้องการต่อชั่วโมงจาก Sweat Rate จริงของคุณ พร้อม Sodium ที่ต้องเติมคู่กัน ทำให้ดื่มได้ถูกปริมาณและถูกสัดส่วน ป้องกันทั้ง dehydration และ hyponatremia

Fluidml / hr จาก sweat rate จริง
Sodiummg / hr คู่กัน
Balanceไม่น้อยและไม่มากเกิน
วางแผน Hydration ใน M-FUEL
ข้อควรทราบ (Disclaimer): ข้อมูลนี้เป็น general guideline สำหรับนักกีฬา endurance ที่มีสุขภาพดีทั่วไป ไม่ทดแทนคำแนะนำจากแพทย์ ผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต หรือกำลังรับประทานยา ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับแผน hydration ทุกครั้ง

อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์

Hew-Butler, T., et al. (2015). Statement of the Third International Exercise-Associated Hyponatremia Consensus Development Conference. Clinical Journal of Sport Medicine, 25(4), 303–320.

Noakes, T.D., et al. (2003). Three independent biological mechanisms cause exercise-associated hyponatremia. Proceedings of the National Academy of Sciences, 100(1), 4395–4399.

Almond, C.S., et al. (2005). Hyponatremia among runners in the Boston Marathon. New England Journal of Medicine, 352(15), 1550–1556.

Sawka, M.N., et al. (2007). ACSM Position Stand: Exercise and fluid replacement. Medicine & Science in Sports & Exercise, 39(2), 377–390.

Spasovski, G., et al. (2014). Clinical practice guideline on diagnosis and treatment of hyponatremia. European Journal of Endocrinology, 170(3), G1–G47. (ESICM/ESE/ERA-EDTA Guidelines)

Knechtle, B., et al. (2019). Exercise-associated hyponatremia in endurance and ultra-endurance performance: aspects of sex, race location, ambient temperature, sports discipline, and length of performance. Medicina, 55(9), 537.

Verbalis, J.G., et al. (2022). Exercise-associated hyponatremia in marathon runners. Journal of Clinical Medicine, 11(22), 6775.

Tee, J.C., et al. (2016). Body mass changes across a variety of running race distances in the tropics. Sports Medicine - Open, 2(1), 30.

Refardt, J., et al. (2019). Influence of outdoor temperature and relative humidity on incidence and etiology of hyponatremia. Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 104(4), 1304–1312.

Mileage Run Smarter

ดื่มน้ำให้ถูก ไม่ใช่แค่ดื่มให้มาก

คำนวณ Fluid และ Sodium ที่เหมาะกับ sweat rate ของคุณจริงๆ ป้องกันทั้ง dehydration และ hyponatremia

วางแผนใน M-FUEL นัด Sweat Test @mileageth