ทุกหลักการในบทความของเราใช้ได้กับ ultra-endurance เช่นกัน แต่มีสิ่งหนึ่งหนึ่งที่ทำให้ ultra ต่างจาก marathon โดยสิ้นเชิงคือ เวลายิ่งนาน ตัวแปรยิ่งเปลี่ยน Sweat Rate ที่วัดได้ในชั่วโมงแรกไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับชั่วโมงที่ 8 และกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลตอนเช้าอาจใช้ไม่ได้ตอนกลางคืน
4 สิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง
Hyponatremia: ความเสี่ยงที่สูงขึ้นใน Ultra
บทความ "Hyponatremia" ในซีรีส์นี้อธิบายกลไกไว้แล้ว แต่สำหรับ ultra มีปัจจัยเพิ่มที่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าระยะ marathon อย่างมีนัยสำคัญ
วางแผนแบบแบ่งเฟส: Early / Mid / Late / Night
- ใช้ Sweat Rate และ Sodium Need ที่คำนวณจาก Sweat Test เป็นฐาน
- Carb 60–90 g/hr ตามอุณหภูมิ (อ้างอิงบทความ "คาร์บกับอากาศร้อน")
- Gut absorption ยังทำงานเต็มประสิทธิภาพ — ใช้ช่วงนี้สร้าง buffer
- เริ่มสังเกต GI signal — ถ้ามีอาการอืดเริ่มลด carb concentration ลง 10–20%
- คง sodium ตามแผน แต่เพิ่มความถี่การเช็ค urine color (ดูบทความ "สีปัสสาวะ")
- เริ่มประเมินว่า pace ช้าลงหรือไม่ — ถ้าช้าลง Sweat Rate จะลดตาม
- ลด fluid intake ลง 10–25% จากตัวเลขชั่วโมงแรก หาก pace ช้าลงและ sweat rate สังเกตได้ว่าลดลง
- เปลี่ยนจาก gel/drink เข้มข้นเป็นอาหารแข็งที่ย่อยง่ายขึ้น เพื่อลด osmotic load สะสม
- ห้ามหยุด sodium แม้ความอยากอาหารจะลดลง — ใช้ 250SALT+ capsule ที่กลืนง่ายกว่าเครื่องดื่ม
- อุณหภูมิลดลง Sweat Rate ลดลงตาม — ลด fluid intake ลงอีก แต่ ไม่ลด sodium ในสัดส่วนเดียวกัน เพราะ sodium deficit สะสมยังคงอยู่
- เพิ่ม carb เล็กน้อยเพื่อช่วยรักษาความอบอุ่นจาก thermogenesis ของการย่อยอาหาร
- ใช้แสงไฟตรวจสีปัสสาวะที่ aid station ทุกจุดที่ทำได้
Aid Station Checklist
- เช็ค สีปัสสาวะ ทุกครั้งที่มีโอกาส — เป้าหมายระดับ 2–3 ตลอดการแข่ง
- เติม 250SALT+ capsule ตามแผนที่วางไว้ แม้รู้สึกไม่หิวหรือไม่กระหาย
- ดื่มน้ำเปล่าเฉพาะเมื่อมี sodium มาด้วย (500HYDRO+ หรือ capsule) — หลีกเลี่ยงน้ำเปล่าล้วนติดต่อกันหลายจุด
- ชั่งน้ำหนักตัวถ้ามีจุด check-point ที่ทำได้ — เป้าหมายลดลงไม่เกิน 2% สะสม
- ถ้ารู้สึกบวมที่มือ/นิ้ว หยุดน้ำเปล่าทันที และเพิ่ม sodium concentration
- ปรับ carb เป็นอาหารแข็ง (banana, energy bar) เมื่อ gel เริ่มทำให้รู้สึกอืด
Mileage Product Rotation สำหรับ Ultra
Early (0-3hr): 80ENDURE หรือ 40ENDURE สลับกับ 25BOOST ตาม carb target ใช้ 500HYDRO+ เป็นหลักสำหรับ sodium + fluid
Mid (3-6hr): ลดเป็น 25BOOST เป็นหลัก เสริม 250SALT+ capsule สำหรับ sodium ที่ไม่ต้องผ่านการดื่ม ลดความเสี่ยง osmotic GI
Late & Night (6hr+): 250SALT+ capsule เป็นช่องทางหลักของ sodium (กลืนง่าย ไม่เพิ่ม fluid volume) ใช้ 500HYDRO+ เฉพาะตอนกระหายจริงและอุณหภูมิยังสูง
สำหรับ ultra M-FUEL แนะนำให้วางแผนเป็นช่วงเวลา (phase-based) แทนตัวเลขคงที่ตลอดการแข่ง โดยอิงจาก Sweat Rate, Sodium Need ที่คำนวณจากบทความ "คำนวณ Sodium" และปรับลดอัตโนมัติสำหรับชั่วโมงหลังตามระยะเวลารวมที่กรอก
อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์
Costa, R.J.S., et al. (2019). Nutrition for ultramarathon running. International Journal of Sport Nutrition and Exercise Metabolism, 29(2), 130–140.
Hoffman, M.D., & Stuempfle, K.J. (2018). Hydration strategies, weight change and performance in a 161 km ultramarathon. Research in Sports Medicine, 26(2), 107–117.
Stuempfle, K.J., & Hoffman, M.D. (2015). Gastrointestinal distress is common during a 161-km ultramarathon. Journal of Sports Sciences, 33(17), 1814–1821.
Hew-Butler, T., et al. (2015). Statement of the Third International Exercise-Associated Hyponatremia Consensus Development Conference. Clinical Journal of Sport Medicine, 25(4), 303–320.
Ultra ต้องการแผนที่ปรับได้ ไม่ใช่ตัวเลขเดียวตลอดทาง
วางแผน fluid และ sodium แบบแบ่งเฟสสำหรับ ultra ของคุณใน M-FUEL หรือเริ่มจาก Sweat Test เพื่อรู้ baseline ที่แม่นยำ
วางแผนใน M-FUEL ทำ Sweat Test


